ฆท.1785/2557
ฆท.1165/2558

GAVISCON ® DUAL ACTION LIQUID

บทความโดย พญ.ศุภมาส เชิญอักษร
แพทย์สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

มาทำความรู้จักกับโรคกระเพาะอาหาร และกรดไหลย้อนกันเถอะ

ปัจจุบันเราพบว่าคนส่วนใหญ่มักจะมาพบแพทย์ด้วยอาการแสดงที่เกี่ยวกับหลอดหารกระเพาะลำไส้กันมากขึ้นบางครั้ง ข้อมูลที่สืบค้นได้จากสื่อสาธารณะต่างๆ อาจเป็นข้อมูลที่จริงและเกินจริง ซึ่งส่งผลต่อการรักษา ดังนั้นเราจะมาแนะนำให้ท่านรู้จักกับโรคที่พบได้บ่อยคือโรคกระเพาะอาหารและกรดไหลย้อนและแนวทางการรักษาโรคที่ถูกต้อง

เมื่อไหร่สงสัยว่าจะเป็น “โรคกรดไหลย้อน?”

โรคกรดไหลย้อนเป็นภาวะที่เกิดจากการมีน้ำย่อยจากกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นไปในหลอดอาหารจนทำให้เกิดอาการรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันหรือมีภาวะแทรกซ้อน โดยอาการแสดงที่เกิดจากกรดไหลย้อนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักคือ

  1. 1. อาการแสดงทางหลอดอาหาร

    ได้แก่ อาการแสบร้อนบริเวณกลางอกหรือบริเวณลิ้นปี่อาจจะร้าวไปถึงคอ เรอเปรี้ยว/เรอขม อาการเจ็บแน่นหน้าอกที่ตรวจไม่พบสาเหตุจากโรคหัวใจ

  2. 2. อาการแสดงนอกหลอดอาหาร

    ได้แก่ ไอเรื้อรัง กล่องเสียงอักเสบ เสียงแหบ เจ็บคอ หอบหืดที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาตามปกติ ฟันผุมีกลิ่นปาก

เมื่อไหร่สงสัยว่าจะเป็น “โรคกระเพาะอาหาร?”

โรคกระเพราะอาหารจะมาด้วยอาการเด่น ดังนี้

  1. 1. อาการปวดท้องหรือแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ อิ่มง่ายกว่าปกติโดยที่กินอาหารปริมาณไม่มาก

  2. 2. ท้องอืดแน่นท้องเหมือนอาหารไม่ย่อย โดยอาการดังกล่าวต้องเป็นติดต่อกันมากกว่า 3 เดือนและต้องไม่มีสาเหตุอื่นที่อธิบายได้ รวมถึงการส่องกล้องทางเดินอาหารส่วนบนแล้วไม่พบสิ่งอื่นที่อธิบายได้ เนื่องจาก หากมีอาการเหมือนโรคกระเพราะอาหารแต่เป็นมาไม่นานมักจะพบสาเหตุเสมอ เช่น เกิดตามหลังการกินยาหรืออาหารเสริมบางอย่าง การมีแผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น การเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี หรือโรคทางอายุรกรรมบางโรค เช่น เบาหวานหรือไทรอยด์ โรคตับหรือตับอ่อน เป็นต้น

เมื่อไหร่ควรต้องไปพบ "แพทย์?"

มีสัญญาณอันตรายดังกล่าวข้างล่าง
ไม่ตอบสนองต่อยาที่ใช้ เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์
เริ่มมีอาการครั้งแรก ตอนอายุมากกว่า 50-55 ปี
  • การวินิจฉัยทำได้อย่างไร?

    โดยปกติถ้าอาการเข้าได้กับโรคกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อนเราสามารถให้การวินิจฉัยได้โดยไม่จำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติม ทั้งนี้สิ่งสำคัญคือ ต้องไม่มีลักษณะของสัญญาณอันตรายดังต่อไปนี้

    1. อาการกลืนลำบากหรือกลืนเจ็บ
    2. อาเจียนอย่างต่อเนื่อง
    3. น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจลด
    4. มีหลักฐานของเลือดออกในทางเดินอาหาร เช่น อาเจียนหรือถ่ายเป็นเลือด ถ่ายดำเหลว ซีด เป็นต้น

    อาการอื่นๆ ที่พบร่วมแล้วต้องสงสัยว่าอาจเกิดจากโรคอื่นหรือมีโรคอื่นร่วมด้วย เช่น อาการใดๆ ที่ปลุกให้ต้องตื่นจากการนอนหลับทั้งนี้ไม่รวมถึงอาการที่มีมากจนไม่สามารถนอนให้หลับได้ ปวดท้องบริเวณอื่นนอกจากที่ลิ้นปี่ มีการขับถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาเดียวกันไม่ว่าจะเป็นแบบท้องผูกหรือท้องเสีย

  • จะดูแลรักษาตนเองเบื้องต้นได้หรือไม่?

    โดยปกติถ้าอาการไม่มากและไม่มีสัญญาณอันตราย ท่านสามารถให้การดูแลรักษาตนเองได้ดังนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันซึ่งสามารถปรับใช้ได้กับทั้งสองโรค

    1. การลดน้ำหนักหากท่านมีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือน้ำหนักขึ้นพร้อม ๆ กับช่วงที่เริ่มมีอาการ
    2. แบ่งการรับประทานอาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยแทน
    3. หลีกเลี่ยงเฉพาะอาหารที่กระตุ้นให้อาการกำเริบ
    4. งดอาหารก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง
    5. ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นเกินไป
    6. งดหรือลดการสูบบุหรี่หรือดื่มสุรา
    7. นอนศีรษะสูงหากท่านมีอาการในช่วงกลางคืน
    8. การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ